วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

การจัดระเบียบสังคมหนูบ้าน (ตอนที่ 3)

วิธีการควบคุมป้องกันและกำจัดหนูบ้าน

                เมื่อเราทราบหลักการควบคุมป้องกันและกำจัดหนูแล้ว ต่อไปเรามาทำความเข้าใจกับวิธีการควบคุมป้องกันและกำจัดหนูบ้านกัน เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า หนูบ้านเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เฉลียวฉลาดมาก สามารถหลบเลี่ยงหรือหลบหลีกการรบกวนจากมนุษย์ได้เป็นอยางดี การควบคุมและกำจัดหนูบ้านที่ได้ผลนั้น จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของหนูบ้านอย่างถ่องแท้ ซึ่งได้อธิบายไว้ในหัวข้อ "การจัดระเบียบสังคมหนูบ้าน ในตอนที่1และ 2" หากท่านใดยังไม่ได้อ่าน กรุณาสละเวลากลับไปอ่านก่อน เพื่อจะได้เข้าใจและไม่สับสน สำหรับวิธีการควบคุมป้องกันและการกำจัดหนูให้ได้ผลอย่างถาวรนั้น ควรใช้วิธีผสมผสานกันหลายๆวิธีไปพร้อมๆกัน จึงจะประสบความสำเร็จ โดยมีขั้นตอนที่สำคัญพอสรุปได้ ดังนี้

1. การกำหนดขอบเขตพื้นที่ควบคุมหนูบ้าน

                ก่อนที่จะเรื่มทำการควบคุมป้องกันและกำจัดหนู ลำดับแรกสุด ควรมีการกำหนดเขตพื้นที่ที่เราจะทำการควบคุมหนูให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าเป็นสถานที่ใด เช่น บ้านเรือนที่พักอาศัย ตลาดสด โรงพยาบาล โกดังเก็บของ หรือห้างสรรพสินค้า เป็นต้น ซึ่งจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไป ลองเดินสำรวจรอบๆบริเวณดูซิว่า มันมีพื้นที่ที่เราจะต้องดำเนินการควบคุมหนูบ้านมากน้อยเพียงใด(กว้างและยาวไปถึงไหนกันบ้าง) อย่าลืมเอากระดาษกับดินสอหรือปากกาไปด้วย เพื่อจะได้เขียนแผนผังหรือแผนที่ขอบเขตการควบคุมหนู(Mapping Area) ระบุทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ไว้พร้อมเสร็จ เป็นโครงร่างคร่าวๆ เอาไว้ก่อน เมื่อลงมือทำจริง เราก็จะสามารถกำหนดรายละเอียดลงไปได้ทันที ช่วยให้สะดวกในการทำงานยิ่งขึ้น เพราะเราสามารถรู้ภาพรวมทั้งหมด เป็นการเริ่มต้นวางแผนควบคุมหนูได้อย่างดีทีเดียว...ก็อย่างมืออาชีพเขาทำกัน
                ในการกำหนดขอบเขตพื้นที่ควบคุมหนู ถ้าเป็นบ้านเรือนที่พักอาศัย การกำหนดพื้นที่สามารถทำได้ง่าย โดยใช้รั้วหรือกำแพงกำหนดเป็นขอบเขตได้ค่อนข้างชัดเจน ต่างจากกรณีพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ ขอบเขตพื้นที่ อาจสังเกตได้ยาก อย่างเช่น ตลาดสด องค์ประกอบของตลาดสดในแต่ละแห่ง จะมีความแตกต่างกันมาก ทั้งนี้เพราะตลาดสดจะไม่มีแนวรั้วหรือกำแพงให้เห็นอย่างชัดเจน บางตลาดมีแนวถนนทั้ง 4 ด้าน บางแห่งมีตึกแถวขายของกันทั้ง 4 ด้าน หรือบางแห่งด้านหนึ่งติดแม่น้ำ แต่อีกด้านติดกำแพงเป็นต้น การกำหนดขอบเขตพื้นที่ควบคุมหนูที่ทำขึ้นนี้ มีความจำเป็นต่อการเตรียมวัสดุอุปกรณ์ กำลังคน การประชาสัมพันธ์ การสร้างแนวป้องกันหนูจากภายนอก(Defense Line) รวมทั้งงบประมาณ ค่าใช้จ่ายด้วย น่าจะทำได้ไม่ยากใช่ไหม ก็ถิ่นของเราเองแท้ๆ กรุณาทำเถอะเพราะจะมีประโยชน์อย่างมากต่อการระบุ ร่องรอยหนู แหล่งอาหารและแหล่งที่อาศัยของหนู ตลอดจนจุดที่เราจะวางกับดัก กรงดัก หรือแม้แต่การวางเหยื่อพิษ เป็นต้น โดนเฉพาะทีมงานที่ร่วมในการควบคุมหนู พอได้เห็นแผนผังหรือแผนที่ที่ทำขึ้น ก็จะร้องอ้อ! อย่างงี้นี่เอง สามารถทำงานร่วมกับคุณได้สบายมาก...ทีนี้คงรู้แล้วซินะว่ามันสำคัญจริงๆ

 เมื่อกองทัพหนูบ้านยกพลบุกยึดบ้านสวยของคุณ

เครดิตจาก : www.ars.co.th 





2. การสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับหนูบ้าน
  • การสำรวจร่องรอยของหนูบ้าน มีความสำคัญและจำเป็นต่อการป้องกันและกำจัดหนูเป็นที่สุด เพราะจะช่วยให้เราทราบว่า มีหนูอยู่บริเวณนั้นมากน้อยแค่ไหน เป็นหนูชนิดอะไรกันบ้าง ร่องรอยหนูบ้านที่เราสามารถสังเกตได้ มีดังนี้
    • การพบเห็นหนูวิ่งและได้ยินเสียงของหนู ในการสำรวจร่องรอยของหนูภายในอาคารบ้านเรือน บ่อยครั้งจะพบเห็นหนูวิ่งผ่านหน้าเราไป และบางครั้งก็ได้ยินเสียงหนูกัดแทะสิ่งของหรือเสียงร้องจี๊ดๆ วิ่งไล่กันเสียงดังไปมาบนฝ้าเพดานหลังคาบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเบาะแสสำคัญ ในอันที่เราจะใช้เป็นข้อมูลสำหรับการควบคุมหรือกำจัดหนูบ้านได้เป็นอย่างดี ให้เราบันทึกสิ่งที่พบเห็นหรือได้ยินลงในแผนผังหรือแผนที่ขอบเขตการควบคุม ว่าอยู่ตรงตำแหน่งใดบ้าง เพื่อจะได้ใช้เป็นข้อมูลสำหรับวางกับดัก,กรงดักหรือเหยื่อพิษนั่นเอง



    • รอย กัด แทะ   เนื่องจากหนูมีนิสัยชอบกัดแทะ เพื่อกินอาหารและของใช้ต่างๆ หากเราพบรอยกัดแทะใหม่ๆ สามารถบอกได้ว่าที่ตรงนั้นมีหนูอยู่ และอาจทราบถึงขนาดของหนูที่มีอยู่ได้ว่า เป็นหนูตัวเล็กหรือตัวใหญ่ โดยพิจารณาจากขนาดของร่องรอยกัดแทะนั้น สิ่งที่อยากจะเตือนในกรณีที่พบเห็นรอยกัดแทะสายไฟในบ้าน ให้ระวังไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป้นสาเหตุสำคัญของการเกิดเพลิงไหม้บ้านหรือที่พักอาศัยได้ โดยเฉพาะบ้านไม้เก่าแก่ เป็นเชื้อเพลิงได้อย่างดีทีเดียว(ขอแนะนำควร"ติดตั้งระบบตัดไฟฟ้าอัตโนมัติ" ไว้ด้วยจะปลอดภัยมากขึ้น) การตรวจสอบสายไฟ สำหรับสายไฟที่อยู่ในจุดที่สามารถมองเห็นได้ ให้สังเกตสภาพของสายไฟ ต้องไม่มีรอยกัดแทะของหนู หรือสีของสายไฟเปลี่ยนจากสีขาวนวลไปเป็นสีเหลือง สำหรับในส่วนที่มองไม่เห็นอย่างเช่นสายไฟที่ซ่อนอยู่บนฝ้าเพดาน ให้ทำการร้อยสายด้วยท่อโลหะที่สามารถป้องกันการกัดแทะของหนูได้ ซึ่งโดยปกติสายไฟทั่วๆ ไปจะมีอายุการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 7 - 8 ปี หากพบว่าสายไฟมีอายุการใช้งานมาแล้ว 5 - 6 ปี ก็ให้เตรียมพร้อมเปลี่ยนสายไฟใหม่ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้หมดอายุก่อน เพราะอาจเสี่ยงต่อไฟฟ้าลัดวงจร ทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้ ดังนั้นจงอย่าปล่อยปละละเลยให้หนูแอบเข้าไปอาศัยและขยายพันธุ์เพิ่มจำนวนประชากรจนยั้วเยี้ยเต็มไปหมดเป็นอันขาด เราเตือนคุณแล้ว


กัดแทะท่อพีวีซีซะแหว่งเลย



    • โพรงหรือรูหนู แหล่งอาศัยหรือที่หลบซ่อนของหนูบ้านแต่ละชนิดจะแตกต่างกัน เข่น หนูท่อ ชอบอาศัยในโพรงใต้พื้นบ้านหรืออาคารที่มืดและชื้นแฉะ หรือในท่อระบายน้ำเสีย หรือขุดรูลงดินและบริเวณปากรูมีขุยดินก้อนเล็กๆกองอยู่ ส่วนหนูท้องขาวมักชอบอาศัยใต้ฝ้าเพดานอาคารหรือทำรังบนต้นไม้ รูเข้าสู่รังของมันส่วนใหญ่จะอยู่ด้านบนฝ้าเพดาน โดยจะเป็นรอยกัดแทะเป็นรูขนาดเท่าที่ตัวของมันสามารถลอดผ่านไปได้ สำหรับหนูจี๊ดและหนูหริ่งชอบอยู่อาศัยตามลิ้นชักตู้ บนหลังตู้ ตู้เก็บของ โดยกัดแทะเป็นรูเข้าไปในตู้หรือลิ้นชักตู้ที่มันทำรังอาศัยอยู่


    • รอยทางเดินของหนูบ้าน สำหรับหนูท่อ ซึ่งเป็นหนูที่หากินและอาศัยอยู่ภายนอกอาคารบ้านเรือน มักจะใช้เส้นทางเดิมๆเวลาออกหากิน ถ้ามีหนูท่ออยู่ในบริเวณนั้นจะพบผิวดินบริเวณนั้นเป็นทางราบเรียบ ลื่นมัน ไม่มีต้นหญ้าขึ้น หรือตามฝาผนังกำแพง จะมีรอยคราบสกปรกดำและมีขนของหนูติดอยู่ หากทางนั้นใช้นานจะมองเห็นได้อย่างขัดเจน ส่วนเป็นหนูที่อาศัยและหากินอยู่ภายในบ้าน อย่างเช่นหนูท้องขาว หนูจี๊ดและหนูหริ่ง ก็จะพบรอยเท้าและรอยขนหน้าท้องของมัน ครูดไปกับพื้นห้องเลียบชิดผนังห้องหรือกำแพงที่พวกมันวิ่งผ่าน(อยู่ระหว่างรังของมันกับแหล่งอาหาร)
    • สังเกตจากมูลของหนูชนิดต่างๆ มูลของหนูใหม่ๆ จะเปียก นุ่มเหนียว เป็นมัน เวลากดจะเปลี่ยนรูปได้ง่าย หากพบในบริเวณใดบริเวณหนึ่ง จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงการมีอยู่ของหนูในช่วงเวลานั้น ๆ และอาจใช้แบ่งชนิดหนูได้ อย่างเช่น มูลหนูท่อจะมีขนาดใหญ่ คล้ายแคปซูลยา หัวท้ายมนยาว ขนาดประมาณ 1.9 ซม. มีสีดำมัน  ส่วนมูลหนูท้องขาว จะมีขนาดกลาง ๆ คล้ายรูปกระสวยปลายแหลม ขนาดประมาณ 1.2 ซม. ในขณะที่มูลหนูจี๊ด จะมีขนาดเล็ก ลักษณะคล้ายขี้จิ้งจก ต่างกันที่ขี้จิ้งจกจะมีสีขาวตรงปลายหัว ขนาดประมาณ 0.5 ซม และสุดท้ายคือมูลหนูหริ่งจะมีขนาดเล็กใกล้เคียงกับหนูจี๊ด แต่มีขนาดเล็กย่อมลงมาหน่อย ลักษณะคล้ายขี้จิ้งจกเหมือนกับหนูจี๊ด ขนาดประมาณ 0.3 - 0.5 ซม. สำหรับบริเวณที่พบมูลหนูมักพบคราบปัสสาวะของหนูบนกองกระสอบอาหารหรือบริเวณที่หนูกินอาหารด้วย มีความสำคัญและจำเป็นต่อการควบคุมป้องกันและกำจัดหนู เพราะช่วยให้เราทราบว่า มีหนูอยู่บริเวณนั้นมากน้อยเพียงใด ได้มีดังนี้ 



    • การใช้กล้องวงจรปิดบันทึกภาพหนูวิ่ง อันนี้ในต่างประเทศนิยมใช้กัน เลยคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับแนวทางการควบคุมหนูของบ้านเราดูบ้าง โดยปกติแล้วได้มีการใช้กล้องวงจรปิด มาใช้บันทึกภาพในอาคารบ้านเรือนอยู่แล้ว หน้าที่สำคัญประการหนึ่งของกล้องวงจรปิดคือ การบันทึกภาพเหตุการณ์ย้อนหลังเอาไว้ เพื่อสามารถเปิดดูได้กรณีเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันใดๆขึ้น และภาพดังกล่าวจะได้ใช้เป็นหลักฐานได้ ซึ่งการที่จะเก็บบันทึกภาพเหตุการณ์ย้อนหลังดังกล่าว เราสามารถนำมาใช้ร่วมกับการสำรวจร่องรอยหนูในอาคารบ้านเรือนได้ ก็แค่ติดตั้งกล้องเพิ่มขึ้นอีกสัก 1 - 2 ตัว(ภายในบ้านและนอกบ้าน) โดยกะระดับและมุมให้สามารถบันทึกภาพหนูวิ่งตอนได้อย่างชัดเจน หรือถ้าไม่อยากเสียตังค์เพิ่ม ก็ใช้กล้องที่มีอยู่นั่นแหละ เพียงแต่ปรับมุมกล้องนิดหน่อยก็โอเคแล้ว วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีการติดตั้งกล้องวงจรปิดในอาคารบ้านเรือนอยู่แล้ว มีภาพตัวอย่าง มาดูกัน
                        กล้องวงจรปิด บันทึกภาพหนูวิ่งภายนอกตัวอาคาร (1)


กล้องวงจรปิด บันทึกภาพหนูวิ่งภายนอกตัวอาคาร (2)


กล้องวงจรปิด บันทึกภาพหนูมาแอบกินเหยื่อในกรงดัก


กล้องวงจรปิด บันทึกภาพหนูติดในกรงดัก


กล้องวงจรปิด บันทึกภาพหนูสำรวจดูเหยื่อก่อนกิน


กล้องวงจรปิด บันทึกภาพหนูโดนกับดักตีตาย (1)



กล้องวงจรปิด บันทึกภาพหนูโดนกับดักตีตาย (2)


  • การคาดคะเนจำนวนประชากรหนูบ้าน       เป็นวิธีการประมาณจำนวนหนูทั้งหมดที่มีอยู่ จุดประสงค์เพื่อใช้ในการวางแผนดำเนินการควบคุมและกำจัดหนูในพื้นที่เป้าหมาย ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเพื่อเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในควบคุมและกำจัดหนู ตลอดจนสามารถนำไปประมาณการค่าใช้จ่ายในการจัดหาอุปกรณ์ เหยื่อและสารเคมีที่ใช้ เป็นต้น ขอแบ่งออดเป็น 2 วิธีด้วยกัน ดังนี้
    • การใช้กรงดักจับหนู ใช้การวางเหยื่อในกรงดักหนู เพื่อดักเอาหนูในแต่ละวัน ติดต่อกันประมาณ 3 - 5 วัน นำข้อมูลหนูที่ดักได้ในแต่ละวัน มาลงบันทึกในแบบฟอร์มที่จัดทำขึ้น โดยแยกเป็นรายชนิด แล้วนำมาคำนวณหาจำนวนหนู(โดยประมาณ)ที่มีอยู่ในพื้นที่เป้าหมาย วิธีนี้เหมาะสำหรับการดำเนินการควบคุมและกำจัดหนูในสถานที่ขนาดใหญ่หรือเป็นชุมชนมากกว่าเป็นอาคารบ้านเรือนทั่วไป และต้องใช้บุคลากรที่มีทักษะความรู้ มีประสบการณ์ขั้นเทพ มาร่วมบัญชาการด้วย ไม่เช่นนั้นอาจดักหนูได้น้อยเกินไป จนไม่สามารถนำไปเป็นตัวแทนของประชากรหนูได้ เทคนิคสำคัญ ที่มืออาชีพชอบนำมาใช้เสริม ได้แก่ การทดสอบเหยื่อที่หนูชอบ การปล่อยให้หนูกินเหยื่ออย่างสบายใจโดยไม่ให้กรงดักลั่น กินไปจนกว่าหนูจะตายใจ (ประมาณ 2 - 3 วัน) ค่อยดักหนูจริง รวมทั้งการรีบเก็บหนูที่ดักได้ไปกำจัดที่อื่น เพื่อป้องกันการส่งเสียงให้หนูตัวอื่นรู้ รวมทั้งการจัดเก็บเศษอาหารอื่นๆ ไม่ให้มีหลงเหลือพอที่หนูจะใช้เป็นแหล่งอาหารได้ เพื่อบีบให้หนูมากินเหยื่อที่เราวางไว้เพียงแห่งเดียวเท่านั้น                   
    • การได้ยินเสียงหรือเห็นหนูวิ่ง เป็นการสังเกตหนูบ้านอย่างง่ายๆ เมื่อพบเห็นหนูวิ่งหรือการได้ยินเสียงหนูร้องในบ้านหรืออาคาร แล้วนำมาเทียบกับเกณฑ์การมีอยู่ของหนูในบ้านหรืออาคารของคุณ โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งคำนวณให้ปวดหัวเล่นเปล่าๆ เหมาะสำหรับอาคารบ้านเรือนทั่วๆไป วิธีนี้น่าจะช่วยให้คุณสามารถมองเห็นภาพประชากรหนู ที่แอบอาศัยอยู่ในอาคารบ้านเรือนของคุณได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เกณฑ์การมีอยู่ของหนูในบ้านหรืออาคารนี้ อ้างอิงมาจากคู่มือการควบคุมกำจัดหนูบ้านของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

3. วิธีควบคุมป้องกันหนูบ้าน (เน้นขับไล่และป้องกัน เลี่ยงการทำบาปโดยเฉพาะ)

                     การควบคุมหนูบ้านในเมืองไทย โดยเฉพาะเมืองขนาดใหญ่ของเรา ค่อนข้างทำได้ยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน เนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ในโซนเขตอากาศร้อนชื้น อาหารเน่าบูดได้ง่ายและเร็ว มีเศษอาหารที่เหลือทิ้งจากการบริโภคเป็นจำนวนมาก จนกลายเป็นแหล่งอาหารชั้นดีเยี่ยมสำหรับหนูบ้านทุกชนิดที่อาศัยอยู่ และด้วยความสามารถในการเจริญพันธุ์และแพร่พันธุ์ของหนูบ้านเหล่านั้น ยิ่งทำให้มีการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วตามไปด้วย ประกอบกับความเฉลียวฉลาดและสัญชาตญาณในการปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบข้างได้เป็นอย่างดี ส่งผลให้การควบคุมป้องกันหนูบ้าน ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร หลายท่านกล้วบาปไม่อยากจะฆ่าหนูเหล่านี้ แต่ก็อยากให้พวกมันหนีไปให้พ้นๆซะ  เอาล่ะ มาดูวิธีไล่หนูออกจากบ้านโดยที่คุณไม่ต้องจำเป็นต้องฆ่ามัน และไม่ต้องรู้สึกว่าเป็นบาปด้วย  แต่มีข้อแม้ว่าคุณต้องทำ และต้องทำอย่างถูกหลักวิชาการอย่างสม่ำเสมอด้วย อาจใช้เวลาอยู่บ้าง ต้องใจเย็นๆ วิธีนี้ใจร้อนไมได้ ถ้าทำได้ครบทุกข้อแนะนำตามที่นำเสนอนี้ (อาจใช้ร่วมกับระบบ 5 ส.ได้ยิ่งยอดเยี่ยม)ไม่เกิน 1 - 2 เดือน หนูก็จะอพยพหนีไปอยู่ที่อื่นแน่นอน(ไม่เว้นแม้แต่แมลงสาบด้วย) ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีอาหารจะกิน ถูกปิดเส้นทางหากินและกลับรังก็ลำบาก ขยายรังให้เพิ่มขึ้นก็ไม่ได้ ที่หลบซ่อนก็ไม่ค่อยมี ถูกพบเห็นได้ง่าย สะอาดเกินไปพวกมันก็ไม่ชอบ ไปอยู่ที่ใหม่ไม่ดีกว่าเรอะ กรุณาอย่าคิดเพียงว่าเอาดีใส่ตัว(จับหนูได้ไม่กำจัด)เอาชั่วใส่คนอื่นเท่านั้น(เอาไปปล่อยบ้านคนอื่น) อย่างนี้ไม่ได้ทำบาปคุณก็ได้บาปอยู่ดี(บาปมันประนามคุณอยู่ในใจนั่นแหละ) เอวังก็ด้วบประการฉะนี้ สำหรับวิธีไล่หนูออกจากบ้าน มีรายละเอียดที่ต้องการแนะนำ ดังนี้
  • ควบคุมแหล่งอาหารของหนูบ้านทั้งหมด
                    การควบคุมแหล่งอาหารหนูที่มีประสิทธิภาพ เท่ากับเป็นการกำจัดหนูไปในตัว วิธีการอาจทำได้โดยการหมั่นทำความสะอาดตามห้องครัว ที่ล้างภาชนะใส่อาหาร ตลอดจนพื้นอาคารของบ้านเรือนที่พักอาศัย,โรงพยาบาล,สถานประกอบการต่างๆ เป็นต้น ให้สะอาดอยู่เสมอ อย่าให้มีเศษอาหารหรือวัตถุดิบผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆตกอยู่ ซึ่งจะกลายเป็นอาหารของหนูได้ โดยจะต้องมีการจัดเก็บวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์อาหารเป็นอย่างดี ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้กลายเป็นแหล่งอาหารของหนู  การควบคุมแหล่งอาหารของหนูบ้าน  แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่
    • การรวบรวมและกำจัดเศษอาหาร  เป็นการช่วยทำลายแหล่งอาหารของหนูเพราะเศษอาหารที่เหลือจากการรับประทานของเราและสัตว์เลี้ยงของเรา จะเป็นอาหารชั้นเลิศของมัน หนูไม่จำเป็นต้องทำอาหารกินเอง ก็เพียงแค่ย่องมากินเงียบๆแล้วก็ลากกลับไปกินที่รังของมันต่อ  เสี่ยงบ้างนิดหน่อยแต่ก็คุ้มที่จะทำอีกต่อไปเรื่อยๆ ตราบเท่าที่มนุษย์เรา ไม่มีปัญญาจะทำอันตรายพวกมันได้ จึงควรเก็บเศษอาหารต่างๆในที่รองรับ เช่น ถังขยะใส่เศษอาหาร ที่ทำด้วยวัสดุแข็งแรง ใช้งานได้ดี ไม่รั่วซึม มีฝาปิดมิดชิด สามารถป้องกันหนูเข้าไปได้ หรือเก็บใส่ถุงผูกปากถุงให้เรียบร้อย แล้วหย่อนลงในถังขยะอีกทีก็ได้ (ถังขยะจะได้ไม่สกปรกมากเกินไปและไม่ต้องทำความสะอาดบ่อยๆ) ที่สำคัญอย่าให้มีกลิ่นออกมายั่วจมูกอันยอดเยี่ยมของหนูก็แล้วกัน ก่อนนำไปกำจัดตามวิธีที่เหมาะสมต่อไป มีภาพประกอบให้ดู

                     เศษอาหารที่เหลือจากการรับประทาน ให้ทิ้งลงในถังขยะ


เมื่อถังขยะเต็มแล้ว เอาไปทิ้งหรือกำจัดด้วย


ปอกเปลือกผลไม้เสร็จ ก็ทิ้งในถังใส่ขยะเปียก


ใส่เศษวัตถุดิบอาหาร ลงในถังขยะที่เตรียมไว้


ตัวอย่าง : ถังขยะรองด้วยถุงพลาสติก ใส่เศษอาหาร


ตัวอย่าง : ถังขยะใส่เศษอาหาร มีฝาปิด อีกแบบหนึ่ง


ตัวอย่าง : ถังขยะแบบสเดนเลส ใส่เศษอาหาร


ตัวอย่าง : ถังขยะแบบสเดนเลส จากประเทศเม็กซิโก


ตัวอย่าง : ถังขยะใส่เศษอาหาร จากทางยุโรป (1)


ตัวอย่าง : ถังขยะใส่เศษอาหาร จากทางยุโรป (2)
    • การเก็บพวกอาหารแห้ง  การเก็บอาหารแห้งที่ เช่น วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์สำหรับปรุงหรือประกอบอาหารที่เหมาะสมและถูกวิธี ให้ปลอดภัยจากหนู จะเป็นการช่วยลดปริมาณแหล่งอาหารของหนูได้อย่างดี โดยจัดเก็บในภาชนะที่สะอาด แข็งแรง มีฝาปิดสนิท ป้องกันการกัดแทะจากหนูได้ แยกประเภทและเขียนกำกับให้ชัดเจนว่าอะไรคืออะไรป้องกันความสับสนในการใช้งาน  โดยวางเก็บไว้ให้สูงกว่าพื้น เช่น ขาโต๊ะควรสูงจากพื้นอย่างน้อยประมาณ 1 ฟุต ด้านล่างโปร่งโล่ง อากาศสามารถถ่ายเทได้สะดวก ไม่ควรวางชิดข้างฝาผนัง เพราะหนูชอบวิ่งเลียบตามแนวข้างฝาผนัง บริเวณพื้นด้านล่างที่ใช้เก็บอาหารแห้ง ควรทำความสะอาดอยู่เสมอๆ เพื่อใช้สังเกตร่องรอยหนูวิ่งผ่าน ถ้ามีหนูวิ่งผ่านก็จะสามารถเห็นร่องรอยได้อย่างชัดเจน มีภาพประกอบให้ดู
                                    ตัวอย่าง : วิธีเก็บอาหารแห้งชนิดต่างๆ



  • ทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของหนูบ้าน
               เป็นที่ทราบกันดีว่า หนูบ้านเป็นสัตว์ที่ไม่ชอบอะไรที่มันสะอาด เป็นระเบียบ และโล่งเตียน เพราะเป็นการรบกวนชีวิตอันเป็นปกติสุขของพวกมัน การมีเศษอาหารเหลือทิ้งไว้ให้พวกมันได้กินอย่างสะดวก(หิวบ่อยกินบ่อย) มีเศษขยะแห้งทิ้งอย่างกลาดเกลื่อน ให้พวกมันเอาไปสร้างรังได้(รังอยู่ใกล้กับที่กิน) ทิ้งสิ่งของไว้รกๆหน่อย พวกมันจะได้ซ่อนตัวได้ง่าย(มืดๆหนูชอบ) แต่ถ้าสมมุติว่า บรรยากาศเดิมๆเปลี่ยนไปเป็นสถานที่ที่สะอาดสะอ้าน เป็นระเบียบ โล่งสบายตา เชื่อว่าหนูบ้านทั้งหลายก็คงไม่หน้าด้านทนอยู่อีกต่อไปหรอก  
    • การกำจัดเศษขยะมูลฝอย ควรต้องทำอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยทำลายแหล่งที่พักอาศัยของหนู เพราะมูลฝอยแห้งเช่น เศษกระดาษ ใบไม้ ใบหญ้าแห้งๆ รวมทั้งกิ่งไม้ ท่อนไม้ที่กองรวมกันอยู่ด้านข้างอาคารที่พักอาศัย หนูจะนำเอาไปสร้างรังเพื่อเป็นที่อยู่อาศัย บางครั้งเราพบว่ากองไม้ที่กองรวมทิ้งอยู่ กลายเป็นที่อยู่อาศัยของหนูท่อจำนวนมาก มีรูที่ขุดลึกลงไปใต้พื้นดินใต้กองไม้เหล่านั้น มีทั้งรูเข้าและรูออกฉุกเฉินเต็มไปหมด ดังนั้นจึงควรจัดเก็บในถังขยะที่มีฝาปิดหรือเผาทำลายให้เรียบร้อย อย่ากองทิ้งเรี่ยราด ให้หนูพบเห็นเป็นอันขาด ไม่เช่นนั้น พอมันทำรังเสร็จก็จะอพยพครอบครัวเข้ามาปักหลักอาศัยอยู่อย่างถาวรแล้วละก้อ อย่าหวังว่าจะไล่พวกมันให้หนีไปได้ง่ายๆ  "ไม่ข้อยก็เจ้าล่ะ" เหนื่อยกันแน่นอน และถ้าจะให้ดีมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ควรนำหลักการ 5 ส.มาใช้ร่วมด้วย รับรองหนูหายเกลี้ยงแน่ ไม่มาให้เห็นหน้าอีกเลย มีภาพให้ดูด้วย
                     
                      ตัวอย่าง : การดูแลความสะอาดในสถานที่เป็นอย่างดี


ตัวอย่าง : ถังขยะใช้นอกตัวอาคารหรือนอกรั้วบ้าน


ตัวอย่าง : ถังขยะใช้นอกตัวอาคารหรือนอกรั้วบ้าน


ตัวอย่าง : ถังขยะใช้ภายในบ้าน


ตัวอย่าง : ถังขยะขนาดต่างๆที่ใช้ภายในบ้าน


ตัวอย่าง : ถังขยะมาตรฐานแบบชุด จากประเทศอเมริกา


ตัวอย่าง : ถังขยะมาตรฐานแบบชุดคู่จากประเทศญี่ปุ่น


    • ปรับปรุงบริเวณพื้นคอนกรีตรอบตัวอาคารที่พักอาศัย ไม่ให้หนูมาอาศัยขุดรูหรือซ่อนตัวในโพรงหรือรอยแตกใต้พื้นคอนกรีตของตัวอาคารที่พักอาศัย หนูที่ชอบอาศัยในบริเวณดังกล่าวก็คือ หนูท่อหรือหนูขยะนั่นเอง หมั่นสำรวจดูว่ามีรูหรือโพรงที่หนูอาศัยอยู่หรือไม่ ถ้าพบเห็นให้ทำการถมดินปิดรูหรือโพรงดังกล่าวให้เรียบร้อย และควรตรวจสอบและทำเป็นประจำเสมอๆ เป็นการรบกวนการใช้ชีวิตที่อยู่เป็นปกติสุขของพวกมัน ไม่นานนัก หนูมันก็จะย้ายรังไปในที่สุด ความสันติสุขก็จะกลับมาเยือนบ้านอันเป็นที่รักของคุณอีกครั้งแน่นอน


  • ป้องกันไม่ให้หนูบ้านเข้าสู่ตัวอาคารที่พักอาศัย 
    • ปิดทางเข้าออกของหนูเข้าสู่ตัวอาคารที่พักอาศัย  การป้องกันไม่ให้หนูเข้าสู่อาคารที่พักอาศัย เป็นอีกวิธีการหนึ่ง ซึ่งมีวัตถุประสงค์ เพื่อไม่ให้หนูรวมทั้งครอบครัวของมัน แอบเข้ามาอาศัยและหากินอยู่ในบ้านหรือที่พักอาศัยอันเป็นที่รักยิ่งของพวกเรา อาคารที่พักอาศัยที่สามารถป้องกันไม่ให้หนูเข้าได้นั้น จะต้องไม่มีช่องหรือทางเปิดอื่นใด พอที่หนูจะเข้าไปได้
      เมื่อสำรวจพบว่า มีช่องทางเดินของหนู เช่น โพรง,ช่อง,รูที่เกิดจากการกัดแทะ เป็นต้น ควรใช้ลวดตาข่าย แผ่นโลหะ คอนกรีต ปิดช่องหรืออุดทางเดินนั้นเสีย เพื่อไม่ให้หนูมีช่องทางเข้าสู่อาคารได้
      ที่พบบ่อยก็ คือ ช่องลมบริเวณด้านจั่วของหลังคาเข้าสู่ฝ้าเพดาน เป็นเส้นทางเข้าสู่ตัวคารของหนูท้องขาว(หนูหลังคา,หนูต้นไม้) โดยกระโดดจากกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้หรือติดกับต้วอาคารที่พักอาศัยเข้าสู่หลังคาอาคาร ส่วนอื่นๆ อาทิ เช่น ช่องระบายน้ำทิ้งจากห้องน้ำ ช่องสายไฟ ประตูบ้าน เป็นต้น ส่วนใหญ่จะเป็นหนูจี๊ด,หนูหริ่ง อาจจะมีหนูท่อร่วมด้วย หากอาหารมีมากพอ ในปัจจุบันมีการออกแบบอาคารที่สามารถป้องกันการแอบเข้าสู่ตัวอาคารของหนูได้ค่อนข้างดี ต่างจากอาคารดั้งเดิมที่ส่วนใหญ่เป็นอาคารไม้ หนูสามารถเข้าสู่อาคารได้โดยง่าย จึงควรมีการสำรวจและปรับปรุงแก้ไขให้เรียบร้อย มีตัวอย่างภาพประกอบที่เกี่ยวกับการสำรวจและปิดทางเข้าออกหนูเข้าสู่อาคารที่พักอาศัย มาดูกัน
                                พบเห็นช่องทางหนูเข้าสู่ตัวอาคารที่พักอาศัย


กะหาขนาดช่อง เพื่อซ่อมปืดช่องทางเข้าของหนู 


เอาแผ่นโลหะเจาะรูทั้ง 4 มุม แล้วขันน๊อตให้สนิททุกด้าน 


เป็นไง เรียบร้อยแล้วใช่ไหม 


นี่ก็เจอช่องทางเข้าของหนูอีกแห่งแล้ว


 ช่องเล็กๆอย่างนี้ หนูกัดแทะอีกนิด ก็รอดเข้าได้แล้ว


 อุดปิดด้วยกาวเสียเลย


ซูมห่างออกมาให้เห็นการปิดช่องด้วยกาวกันชัดๆ


เป็นไง สนิทแน่นดีหรือยัง 


ตรงนี้หนูก็ชอบกัดแทะเข้าบ้าน หาเหล็กฉากมาใส่ดีกว่า 


เจาะรูแล้วใส่น๊อตขันให้แน่นสนิท 


เรียบร้อยแล้ว ดูตรงลูกศรชี้ซิ


เมื่อลองปิดประตูดู แนบสนิทดีจังเลย


    • การตัดกิ่งไม้รอบๆบริเวณตัวอาคารที่พักอาศัย เป็นวิธีการป้องกันหนูท้องขาวหรือหนูหลังคาไม่ให้สามารถใช้เป็นเส้นทางกระโดดเข้าออกตัวอาคารที่พักอาศัยได้ โดยเฉพาะตรงช่องระบายอากาศบริเวณหน้าจั่วของฝ้าเพดานใต้หลังคา จะเป็นตำแหน่งที่หนูท้องขาวชอบมาอาศัยทำรังอยู่ การตัดกิ่งไม้ ควรมีระยะห่างให้มากกว่าระยะกระโดดได้ของหนูท้องขาว(กลับไปดูระยะกระโดดของหนูในหัวข้อ การจัดระเบียบหนูบ้าน ตอนที่1)


    • สร้างหรือติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันหนูเข้าสู่ตัวอาคาร (Rat Guard) อ่านว่า “แรทการ์ด” มีอยู่หลายรูปแบบ การออกแบบขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานในแต่ละสถานที่ เช่น อาคารที่พักอาศัย, ยุ้งเก็บข้าวเปลือกและเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เป็นต้น วัตถุประสงค์ในการติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันหนูเข้าสู่ตัวอาคารนี้ ก็เพื่อใช้ป้องกันไม่ให้หนูไต่เข้าไปทำรังและหากินภายในสถานที่ต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สำหรับอุปกรณ์ป้องกันหนูเข้าสู่ตัวอาคาร ควรทำด้วยโลหะที่แข็งแรง ทนทานต่อการกัดแทะจากหนู และที่สำคัญต้องสามารถป้องกันไม่ให้หนูไต่ขึ้นหรือไต่ผ่านไปได้โดยเด็ดขาด มีการผลิตออกมาจำหน่าย หลายรูปแบบแตกต่างกันไป ตามลักษณะการใช้งานแต่ละสถานที่ดังต่อไปนี้                          
      • อาคารที่พักอาศัยทั่วไป หลายท่านคงเคยเห็นแผ่นพลาสติกบางๆสีน้ำเงินที่พันรอบเสาไฟฟ้าหลายต่อหลายต้น  เพื่อป้องการงูเลื้อยขึ้นไปด้านบนของเสาไฟฟ้า ส่วนเจ้าแรทการ์ดที่ว่านี้  ก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่ใช้เป็นสังกะสีแผ่นเรียบโอบรอบต้นไม้ที่อยู่ใกล้ตัวอาคารที่พักอาศัย หรือถ้าเป็นยุ้งเก็บข้าวเปลือกในชนบท ก็จะใช้สังกะสีแผ่นเรียบโอบรอบโคนเสาทุกต้น โดยกะให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าระยะกระโดดของหนูก็แล้วกัน พอเจ้าหนูตะเกียกตะกายขึ้นเสาเมื่อไหร่ มันก็จะลื่นปี๊ดลงมา ทันที จะกระโดดก็ต้องบอกว่าเสียใจด้วย อยู่สูงเกินไป มีภาพประกอบ มาดูกัน
                         Rat Guard แบบดั้งเดิมจากประเทศสวิสเซอร์แลนด์
                                      

                  เป็น Rat Guard ที่ทำจากสังกะสีแผ่นเรียบ โอบรอบเสาบ้าน


      • เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ เมื่อเรือเดินสมุทรเข้ามาจอดเทียบท่า จะต้องติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันหนู(Rat Guard) เพื่อป้องกันไม่ให้หนูไต่เชือกขึ้นเรือ  ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่างตามบริษัทผู้ออกแบบ แต่ส่วนมากจะเป็นจานโลหะทรงกลมขนาดใหญ่ ใช้สวมครอบบนเส้นเชือกผูกเรือ (อยู่ตรงกลางเส้นเชือกที่โยงระหว่างตัวเรือกับฝั่ง) มีภาพประกอบ มาดูกัน
                                ตัวอย่าง : การใส่ Rat Guard ที่เชือก

ภาพจาก :  http://www.nauticexpo.com

ใส่เสร็จเรียบร้อยแล้ว หน้าตาก็จะเป็นแบบนี้แหละ

ภาพจาก :  http://www.nauticexpo.com

                      Rat Guard(ทรงกลม) ที่ใช้กับเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่

ภาพจาก :  http://commons.wikimedia.org

นี่ก็เป็น Rat Guard อีกแบบหนึ่ง

ภาพจาก :  www.foothillsproducts.com

นี่ก็เป็น Rat Guard ในสมัยก่อนที่ใช้กัน

ภาพจาก www.mainemaritimemuseum.org/

เป็น Rat Guard (รูปทรง 5 เหลี่ยม) ที่ใช้กันในสมัยก่อน

ภาพจาก :  www.foothillsproducts.com
  • การใช้สมุนไพรไล่หนู
                ที่จริงโดยส่วนตัวเชื่อว่าในประเทศไทยเรามีสมุนไพรดีๆหลายชนิด อาจนำมาใช้ไล่หนูบ้านได้ แต่คงต้องมีความรู้เกี่ยวกับตัวหนูบ้างไม่มากก็น้อย เพราะถ้านำสมุนไพรดังกล่าวไปใช้ไม่ถูกวิธีกับหนูแต่ละชนิด ก็อาจไม่ได้ผลเหมือนที่ตั้งใจไว้ อีกอย่างเป็นที่ทราบกันดีว่า สมุนไพรส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีความคงตัวในเรื่องของคุณภาพมากนัก พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ เก็บไว้ใช้ได้ไม่นานนัก ดังนั้นควรต้องดูเรื่องข้อจำกัดของสมุนไพรแต่ละตัวด้วย ขยายความอีกนิดก็คือ กลิ่นสมุนไพรที่ไล่หนูควรมีความเข้มข้นมากกว่ากลิ่นอาหารที่หนูมากิน เพราะกลิ่นอาหารเป็นปัจจัยสำคัญในการดึงดูดหนู ให้เข้ามาหากินและพักอาศัยอยู่ในบ้านเรา การวางสมุนไพรดังกล่าว ก็ควรวางในตำแหน่งที่อยู่ระหว่างเส้นทางเดินของหนูไปสู่แหล่งอาหาร น่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะถ้าวางผิดตำแหน่งก็คงยากจะได้ผล แต่จะยังไงก็ขอให้ช่วยทดลองใช้ดู ยิ่งเป็นของเป็นสมุนไพรไทยด้วยแล้ว ต้องส่งเสริมสุดๆอยู่แล้ว...ไปดูกัน
    • แบบสำเร็จรูป - ผลิตจากสารสกัดจากสมุนไพรพื้นบ้าน(สัญชาติไทย)ได้แก่ กระเพรา สะระแหน่ มะกรูดเป็นต้น เห็นบอกว่า สามารถใช้กลิ่นจากสมุนไพรเหล่านั้น ขับไล่หนูไม่ให้มาทำรังอยู่อาศัยในสถานที่นั้นๆได้ มีทั้งแบบเป็นแผ่นบรรจุกล่องและแบบสเปรย์ฉีดพ่น เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับใครที่สนใจอยากจะใช้วิธีนี้ดู ก็เชิญตามอัธยาศัย
                                         ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ : ชนิดสเปรย์


ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ : ชนิดกล่อง


    • แบบสมุนไพรแท้ๆไม่ได้แปรรูป - เป็นภูมิปัญญาแบบชาวบ้าน คือการนำ ไม้ยี่โถ ไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปบดเป็นผง เสร็จแล้วนำไปโรยตามซอกที่หนูชอบอยู่ เชื่อกันว่า หนูจะพากันขนย้ายครอบครัวหนีออกไปจากบ้านไปเลย และอีกวิธี นำเปลือกมะนาวที่เราบีบน้ำมะนาวออกแล้วมาวางไว้ที่หนูชอบไปซุกซ่อนอยู่ก็สามารถไล่ทั้งหนูและแมลงสาบได้
                    ตัวอย่างสมุนไพร : ชื่อยี่โถ ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับด้วย


  •  ใช้อุปกรณ์คลื่นเสียงไล่หนู 
                 อันนี้ยังไม่แน่ใจว่า จะได้ประโยชน์แต่อาจไม่คุ้มกับการเสียตังค์ในกระเป๋าหรือเปล่า เพราะมีสนนราคาสูงถึง ประมาณ 2,000 - 4,000 บาท มีการโฆษณาทางทีวี,อินเตอร์เน็ต เห็นพิธีกรของรายการตามไปสัมภาษณ์คนนั้นทีคนนี้ที ได้ผลดีอย่างงั้นได้ผลดีอย่างนี้ อย่าเพิ่งเชื่อโฆษณามากเกินไป ควรสอบถามจากผู้เคยใช้งานจริงๆเสียก่อน ค่อยตัดสินใจซื้อก็คงยังไม่สาย ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจอุปนิสัย พฤติกรรมและสัญชาตญาณของหนูบ้านให้ถ่องแท้เสียก่อน โดยเฉพาะหนูบ้านในเมืองไทยเรา ประเด็นสำคัญก็คือ ตราบใดบ้านหรือที่พักอาศัยของคุณ ยังไม่สามารถควบคุมแหล่งอาหารและที่พักอาศัยของหนูได้ แค่สัญญาณคลื่นเสียงความถี่ ขนาด 45 กิโลเฮิรตซ์ (หนูบ้านใช้สื่อสารเป็นคลื่นเสียงในระดับช่วงความถี่นี้) ไม่สามารถไล่หนูให้ไปไหนได้อย่างถาวรหรอก คงได้แค่รบกวนประสาทหูของพวกมันบ้างแค่นั้น อาจจะได้ผลในครั้งแรกเท่านั้น (กรณีหนูไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อน) สักพักหนึ่งพวกมันก็สามารถปรับตัวได้ และแป๊บเดียวก็กลับมา โดยเฉพาะหนูท่อแทบจะไม่รู้สึกสะดุ้งสะเทือนอะไรเลย  เคยมีการทดลองใช้ที่โรงพยาบาลจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคกลาง ก่อนที่จะมีโครงการรณรงค์ควบคุมหนูในโรงพยาบาล มีการนำเครื่องประเภทนี้(ไม่ขอระบุยี่ห้อ)ไปใช้บริเวณรอบๆโรงอาหาร ซึ่งมีหนูท่อเป็นจำนวนมาก ทดลองติดตั้งใช้งานต่อเนื่องกัน ไม่ปรากฏว่าได้ผลเป็นที่ชัดเจนแต่ประการใด เพราะมันไม่ยอมหนีไปไหนเลย เพียงแค่หงุดหงิดกัดกันบ้างก็เท่านั้น(ที่จริงมันก็ชอบกัดกันเป็นประจำอยู่แล้ว) พอสรุปเบื้องต้นได้ว่า มันคงไม่หนีไปไหนหรอก ในเมื่ออาหารก็รวมอยู่ที่นี่ ที่ซุกหัวนอนก็อยู่ตรงนี้ พอถูกรบกวนมากๆเข้า มันก็ย้ายไปพักผ่อนชั่วคราวที่ใกล้ๆแถวนั้นแหละ พอหิวก็กลับมาใหม่ ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรเลย และถ้าเป็นพวกแมลงสาบยิ่งแล้วใหญ่ มีปีกบินได้ บินไปเที่ยวเดี๋ยวเดียวก็บินกลับมา สัตว์พวกนี้ถ้าไม่อึดจริง คงไม่อยู่มาได้นานขนาดนี้หรอก และในขณะที่เขียนบทความนี้อยู่ ค้นหากระทู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็ยังไม่มีใครที่เคยใช้แล้วบอกว่าได้ผลเลยแม้แต่คนเดียว มีแต่บอกว่าจะหายไปแต่ตอนแรกเท่านั้น ไม่นานก็กลับมาเหมือนเดิม(หนูขนาดเล็กในบ้าน) ส่วนบางคนก็บอกว่า ไม่ได้ผลเลย เอ้าก็ว่ากันไป โดยส่วนตัวคงไม่ยืนยันหรือฟันธงว่าไม่ได้ผลเลยหรอกนะ ก็เข้าใจและเห็นใจผู้นำเข้ามาขาย คิดเสียว่าเป็นการนำเสนอทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจก็แล้วกัน บางทีในอนาคตอาจมีการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่านี้ก็เป็นได้ แต่ถ้าจะให้แนะนำแล้วละก็ กรุณาบอกลูกค้าเพิ่มเติมอีกนิดว่า ยูต้องควบคุมแหล่งอาหารหนูและทำลายแหล่งที่อาศัยของหนูภายในและบริเวณบ้านควบคู่ไปด้วยให้ดี รับรองสินค้ายูเวิร์คแน่นอน ฟันธงได้เลย! ยังไงหากใครเคยใช้แล้วได้ผล กรุณาโปรดแจ้งมาให้ทราบด้วย เผื่อจะเป็นทางเลือกให้คนที่สนใจอยากจะใช้บ้าง ขอบคุณล่วงหน้าก็แล้วกัน
    • เครื่องไล่หนู เท่าที่เห็นประกาศขายอยู่บนอินเตอร์เน็ต มีอยู่หลากหลายยี่ห้อ เลยขออนุญาตนำมาให้ชมกัน เผื่อสนใจอยากจะซื้อไปทดลองใช้ดู ก็ตามอัธยาศัย
                           ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ : ยี่ห้อต่างๆที่โฆษณาขายกัน






4. การกำจัดหนูบ้านโดยตรง (กรณีเอากันให้ตายไปข้างหนึ่ง)
                    
                     การกำจัดหนูโดยตรง เป็นเรื่องที่หลายคนไม่ค่อยอยากจะทำสักเท่าไรนัก โดยเฉพาะบ้านเราเป็นเมืองพุทธศาสนา มีศีล 5 ข้อ(กำกับอยู่) หากใครไม่ต้องการทำบาปก็ไม่จำเป็นต้องทำก็แล้วกันกลับไปทำในหัวข้อ การควบคุมป้องกันหนูบ้าน(รวมระบบ 5 ส.) ให้ครบถ้วนตามคำแนะนำก็ได้ผลเช่นกันและดีกว่าวิธีกำจัดหนูบ้านโดยตรงเป็นไหนๆ เพราะเป็นการควบคุมป้องกันหนูอย่างถาวรจริงๆ เพียงแต่ต้องทำตั้งใจทำจริงๆจังๆ อย่างต่อเนื่อง อดทนรอคอยเวลาอยู่บ้าง แต่บางท่านอาจคิดว่ามันน่าจะเร็วกว่านี้ เพราะกลัวว่าหนูมันจะทำลายข้าวของสำคัญเสียหายไปเสียก่อน ได้ไม่คุ้มเสีย แถมเป็นพาหะนำโรคร้ายแรงหลายชนิดมาให้เราด้วย ยิ่งมันมาอาศัยอยู่ใกล้ตัวมากเท่าไหร่ ยิ่งไม่ไว้ใจ เพราะมันคือความปลอดภัยของชีวิตมนุษย์เรา จะมารอเสี่ยงอยู่ทำไมกัน ต้องกำจัดให้ตายสถานเดียว ก็ว่ากันไป สำหรับวิธี การกำจัดหนูบ้านโดยตรง มีวิธีการดังนี่ คือ  
  • วิธีกล  
    • การใช้กาว เป็นวิธีที่เหมาะกับอาคารบ้านเรือนที่มีหนูอาศัยอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นหนูท้องขาว,หนูจี๊ดและหนูหริ่งเท่านั้น ยกเว้นหนูท่อเพราะมีขนาดใหญ่ไม่เหมาะกับวิธีนี้ จากประสบการณ์ที่เคยเห็นมันติดกาวบนถาด นึกว่าเสร็จแน่ๆ ที่ไหนได้มันกลับพาทั้งกาวทั้งถาดควบปุเลงๆหนีไปซะงั้น เอามันไม่อยู่จริงๆ การใช้กาวดักทำได้โดยเอาเหยื่อวางบนแผ่นโลหะหรือบนจานแบนๆ แล้วเอากาวป้ายเป็นวงกลมรอบเหยื่อ เมื่อหนูมากินเหยื่อ เท้าของมันก็จะถูกยึดติดกับกาวเอาไว้ ไม่สามารถหนีไปไหนได้ ในปัจจุบันถาดกาวจะเป็นแบบสำเร็จรูป มีการทากาวไว้บนถาดพลาสติกให้เรียบร้อยเลย แค่วางเหยื่อลงตรงกลางถาดกาวก็เสร็จแล้ว นำไปวางตามเส้นทางเดินที่หนูผ่าน(สำรวจดูก่อนนะจ๊ะ วางผิดตำแหน่งดักหนูไม่ได้อย่ามาว่ากันนะ) เมื่อหนูมาติดกาวต้องรีบมาจัดการโดยด่วน ก่อนที่มันจะส่งเสียงร้องบอกเพื่อนในฝูงของมัน ไม่งั้นอย่าหวังว่าจะดักมันได้ง่ายๆอีก ลำดับแรกให้ใช้สเปรย์กำจัดหมัดไรหนู พ่นฆ่าหมัดไรหนูเสียก่อน ส่วนตัวหนูเองก็มึนงงไปเหมือนกัน แล้วหย่อนใส่ลงถุงดำทั้งถาดกาวทั้งหนู มัดปากถุงด้วเชือกให้สนิทเท่านี้ก็เรียบร้อย(อ้อ! อย่าลืมเขียนกระดาษแข็งเล็กๆบอกไว้ด้วยว่า หนูติดกาวไม่ใช่ของเก่านะอย่าทะลึ่งเปิดเล่นเป็นอันขาด คนเก็บขยะจะได้แยกไปทำลายได้ถูกต้อง) โดยปกติถ้าเป็นมืออาชีพ เขาจะใช้สำลีชุบยาสลบแค่นิดหน่อย หย่อนลงไปในถุงดำ แป๊บเดียวหนูก็สลบเงียบไปเลยและก็คงสิ้นลมหายใจในที่สุด เพราะขาดอากาศหายใจ(โหดไปหรือเปล่าเนี๊ย) พอรุ่งเช้าคุณก็สามารถนำหนูไปทิ้งได้ทันที ขอย้ำ! เหมาะกับหนูภายในบ้านเท่านั้นและมีจำนวนไม่มากนัก ใช้บ่อยๆไม่ค่อยได้ผล เพราะหนูจะจดจำได้ ส่วนใหญ่จะดักได้แค่ช่วงแรกๆเท่านั้น ควรใช้ร่วมกับวิธีอื่นๆจะได้ผลมากกว่า


 ภาพหนูติดกาวบนถาด (ดูไม่ค่อยดีเลย)


แบบนี้ทากาวและใส่เหยื่อเอง


    • การใช้กับดักชนิดตีตาย เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพดีพอสมควร มีหลายรูปแบบทั้งแบบธรรมดาจนถึงแบบทันสมัย เช่น การใช้แสงเลเซอร์เป็นตัวจับสัญญาณหนูเวลาเข้ามากินเหยื่อ เป็นต้น ส่วนมากเครื่องประเภทนี้นิยมใช้ในแถบยุโรป สำหรับการจะใช้กับดักชนิดตีตายนั้น จะต้องมีการศึกษาอุปนิสัยและเส้นทางการวิ่งไปกินเหยื่อของหนูให้ดี โดยให้วางชิดติดผนังกำแพงในเส้นทางการมากินเหยื่อของหนูกับรังของหนูชนิดนั้นๆ ส่วนเหยื่อที่ใช้ล่อนั้นอาจเป็นพวกเนื้อหรือปลาหรืออาหารอะไรก็ได้ที่หนูชนิดนั้นชอบกิน ควรจะมีการเปลี่ยนเหยื่อบ่อยๆ เพื่อป้องกันมิให้หนูเกิดความคุ้นเคย นอกจากนี้ผู้ดักควรใช้ถุงมือก่อนจับกับตัวกับดัก ทั้งนี้เพราะหนูจะมีจมูกที่ไวมาก ถ้าได้กลิ่นคนปะปนมาด้วย มันอาจจะลังเลไม่ยอมกินเหยื่อนั้น มีตัวอย่างภาพกับดักชนิดตีตายต่างๆ มาดูกัน
                                  กับดักตีตายแบบมาตรฐานของไทยเร 


กับดักตีตายของประเทศทางยุโรป




กับดักตีตายของฝรั่งทางยุโรป หรูขึ้นไปอีก


                 กับดักตีตายแบบใช้แสงเลเซอร์เป็นตัวสั่งการให้เครื่องทำงาน

แขวนเหยื่อด้านหน้าตำแหน่งของเลเซอร์


กดปุ่มสวิทช์ด้านหลังเครื่องเพื่อให้เลเซอร์ทำงาน


                                 เมื่อหนูมากินเหยื่อ เลซอร์จับสัญญาณได้


                                             สปริงจะตีลงมาที่ตัวหนูทันที


ใช้หนูปลอมสาธิต น่าดูกว่าหนูจริงครับ


    • การใช้กรงดัก  เป็นอีกหนึ่งวิธีที่บ้านเรานิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมันสามารถดักหนูบ้านได้ทุกชนิด มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบธรรมดาในบ้านเราและแบบแปลกๆที่ใช้ในต่างประเทศ การวางกับดักหนู ควรวางให้ชิดกับผนังห้อง ซึ่งเป็นทางเดินของหนูไปสู่แหล่งอาหารที่มันเคยกินอยู่เป็นประจำ ก่อนอื่นเราต้องมีการสำรวจข้อมูลหนูในบ้านก่อน เพื่อให้ทราบว่ามีหนูอยู่ในบ้านเราประมาณเท่าไหร่ เป็นหนูชนิดใดบ้าง มีแหล่งอาหารเดิมที่ไหน มันอาศัยอยู่บริเวณใดบ้าง ร่องรอยการกัดแทะสิ่งของ รอยทางเดินของหนู เป็นต้น กำหนดร่องรอยเหล่านั้นลงบนแผนผัง(Mapping)ที่ทำขึ้น และนำกรงพร้อมเหยื่อวางในตำแหน่งที่กำหนดไว้ในแผนผัง โดยการวางในตอนแรกเป็นวางเพื่อทำการทดสอบเหยื่อที่หนูชอบ ไม่ต้องลั่นกรงดัก(ผูกเชือกล๊อคเอาไว้) พูดง่ายก็คือให้หนูกินฟรีไปก่อนสัก 1 - 2 วัน พอทราบว่าหนูชอบเหยื่อชนิดไหนมากที่สุด(ดูจากรอยกัดแทะกินอะไรมากที่สุด) คอยคลายล๊อคเพื่อให้กรงพร้อมลั่นในวันถัดไป ชนิดของเหยื่อที่ใช้ ควรเลือกแบบที่ใช้แขวนได้ เช่น มะพร้าวแก่(เผาให้มีกลิ่นหอม)ตัดเป็นท่อนเล็กๆ ขนาดเกี่ยวเป็นเหยื่อแขวนได้หรือชนิดอื่นๆที่ได้จากการทดสอบเหยื่อ ที่จริงหากเรามีการเก็บเศษอาหารหรืออะไรที่หนูสามารถกินได้เป็นที่เรียบร้อย อะไรที่เราเอามาเป็นเหยื่อ หนูมันก็กินอยู่แล้ว แต่ถ้าหนูมีแหล่งอาหารอื่นสำรองอยู่ ที่มันสามารถเลือกกินได้ มันก็คงแค่ลองมาชิมดูก่อนเท่านั้น ดักจริงๆคงยากที่จะได้ ขอย้ำ! ถ้าต้องการดักหนูให้ได้จริงๆ ต้องอย่าให้มีแหล่งอาหารอื่นให้หนูเลือกกินได้โดยเด็ดขาด พวกหนูทนหิวนานๆไม่ได้หรอก ใช้โปรโมชั่นกินฟรีสัก 2 วัน พอมันคุ้นเคย ไม่ระแวงอีกต่อไป ที่นี้ดอกเบี้ยทบต้นทบดอกได้เลย ที่สำคัญกรงทุกกรงต้องพร้อมทำงานได้นะ และต้องมีจำนวนมากพอสำหรับการปฎิบัติการในครั้งนี้ครั้งเดียว เพราะหลังจากนั้น คงยากที่จะดักได้มากเท่าครั้งแรก หนูที่เหลือคงรู้แกวแล้วล่ะ แต่ก็ให้ทำต่อไปจนกว่าจะดักไม่ได้อีก ไม่นานเกินรอนัก พวกหนูที่เหลือก็คงไม่สามารถอยู่ในบ้านเราอีกต่อไปได้ เนื่องจากไม่มีแหล่งอาหารให้กินอีกต่อไปแล้ว(อาหารสำรองในรังหนูไม่น่าจะเกิน 1 สัปดาห์ หมดเกลี้ยงแน่นอน) กวักมือเรียกมันก็คงไม่กลับหรอกครับ ยกเว้นคุณทิ้งเศษอาหารเรี่ยราดอีกเหมือนเดิม หนูกลุ่มใหม่มันก็เข้ามาอยู่แทนที่ทันที มีกรงดักแบบต่างๆ มาดูกัน
                               กรงดักแบบมาตรฐานของประเทศทางยุโรป


กรงดักแบบดักได้ 2 ทางพร้อมกัน ของประเทศทางยุโรป


กรงดักแบบทรงกระบอก ของประเทศทางยุโรป


  • การใช้สารเคมีกำจัดหนูบ้าน
                 เป็นวิธีการซึ่งค่อนข้างอันตราย ก่อนที่จะนำไปใช้ในการกำจัดหนูบ้านแต่ละครั้ง ควรอ่านทำความเข้าใจวิธีใช้ให้ดีเสียก่อน ซึ่งการใช้สารเคมีที่ออกฤทธิ์แต่ละชนิดจะไม่เหมือนกัน และใช้ตามวัตถุประสงค์ในการกำจัดหนูที่แตกต่างกันด้วย  สิ่งที่ต้องเน้นเป็นพิเศษ ก็คือ ความปลอดภัยของผู้ใช้ รวมทั้งคนในครอบครัวเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องศึกษาการใช้สารเคมีกำจัดหนูบ้านโดยละเอียด จะเป็นอย่างไรไปดูกัน สารเคมีกำจัดหนู แบ่งออกเป็น 2 ประเภท(ตามลักษณะการออกฤทธิ์ของยา)
    • สารเคมีกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์เร็ว เป็นสารประเภทออกฤทธิ์เฉียบพลันทันที เมื่อหนูกินเหยื่อผสมสารพิษชนิดนี้เข้าไปเพียงครั้งเดียว(Single dose) หรือในช่วงเวลาสั้น  นอนตายแหง๋แก๋เลย สารพิษจะออกฤทธิ์ที่ระบบประสาทส่วนกลาง ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต และหัวใจ หนูจะตายภายใน 2 - 24 ชั่วโมง ขึ้นกับปริมาณสารพิษที่ได้รับ อัตราความเข้มข้นของสารซิงค์ฟอสไฟด์ในเหยื่อพิษกำจัดที่แนะนำคือ 0.8 - 1.0 % มีหลายยี่ห้อ ได้แก่ ซิงค์ฟอสไฟด์(Zinc Phosphide) ,Sodium Fluoroacetate ,Arsenic เป็นต้น แต่ที่ใช้กันมานมนานแล้วเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ ซิงค์ฟอสไฟด์ วิธีใช้ โดยนำซิงค์ฟอสไฟด์ 80%(ผงสีดำ) ผสมกับเหยื่อ เช่น ปลายข้าว หรือข้าวโพดป่นในอัตราส่วน 1/100 โดยน้ำหนัก จะวางจุดละ 1 ช้อนแกง ในกล่องใส่เหยื่อหรือสถานีเหยื่อพิษ เพื่อป้องกันความชื้น โดยให้นำไปวางตามทางเดินหรือร่องรอยหนูที่สำรวจพบ เป็นจุดๆ ระยะห่างตามความเหมาะสมกับสถานที่ เมื่อหนูมากินเหยื่อนี้ ก็จะตายภายในเวลาอันรวดเร็ว ยาประเภทนี้เหมาะสำหรับกรณีที่หนูมีจำนวนมากและไม่เข็ดขยาดเหยื่อ(กินและกัดแทะทุกอย่างที่ขวางหน้า) และเป้าหมายหนูที่กำจัดก็คือ พวกหนูชนิดที่ชอบอาศัยและหากินอยู่รอบๆบริเวณบ้านหรืออาคารที่พักอาศัย ก็คือ หนูท่อนั่นเอง ข้อเสียของสารเคมีชนิดนี้ คือ หนูจะเข็ดขยาดต่อเหยื่อ มักกลับไปตายที่รัง ซึ่งเราไม่สามารถเก็บซากหนูตายได้ ทำให้มีกลิ่นเหม็นเน่าได้ ที่สำคัญมีอันตรายสูงต่อชีวิตมนุษย์และสัตว์เลี้ยง ดังนั้นต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ ก่อนใช้ควรจับสัตว์เลี้ยงขังไว้ วางเหยื่อในภาชนะที่จัดทำมาเพื่อการนี้โดนเฉพาะเท่านั้น ที่นิยมเรียกกันว่า สถานีเหยื่อนั้นเอง(มีภาพให้ดู) บอกกล่าวคนในบ้านให้ชัดเจน ว่าเราจะวางเหยื่อพิษที่อันตรายมากนะ ให้ระมัดระวังให้ดีด้วย  แต่โดยส่วนตัวแล้ว ไม่ขอแนะนำให้ใช้เลย เนื่องจากมีความเสี่ยงต่อชีวิตของมนุษย์และสัตว์เลี้ยงสูงมาก จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุดและควรขอคำปรึกษาจากนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญก่อนใช้ทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย มีตัวอย่างสารเคมีกำจัดหนูชนิดออกฤทธิ์เร็ว มาดูกัน 
                   ตัวอย่าง ยาเบื่อหนู ชนิดออกฤทธิ์เร็ว(Quick knockdown)






กล่องใส่เหยื่อพิษหรือสถานีเหยื่อ

    • สารเคมีกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้า  เป็นสารประเภทออกฤทธิ์ช้า เมื่อหนูกินเหยื่อผสมสารพิษชนิดนี้เข้าไป จะไม่ตายในทันที ต้องกินติดต่อกันหลายวัน จนพิษของสารกำจัดหนูชนิดนี้ มีสะสมในร่างกายของมันมากพอที่จะทำให้พวกมันตาย โดยตัวหนูเองก็ไม่รู้ว่าเหยื่อพิษที่มันกินอยู่นั้น ทำให้พวกมันตายได้ เหยื่อพิษประเภทนี้เป็นที่นิยมใช้กันมาก เนื่องจากมีความปลอดภัยต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยงมากกว่าประเภทออกฤทธิ์เร็ว หากเผลอกินเข้าไปก็สามารถแก้ไขพิษได้ง่ายกว่า(แก้พิษโดยใช้วิตามินเคกินหรือฉีดเข้าสู่ร่างกาย เพื่อทำให้เลือดแข็งตัว) สำหรับการออกฤทธิ์ของสารกำจัดหนูประเภทนี้ เมื่อหนูกินเหยื่อที่มีสารตัวนี้เข้าไปในร่างกาย  ซึ่งจะมีผลไปลดการแข็งตัวของเลือดภายในอวัยวะของมัน(Anti-coagulant)  ทำให้หนูตายจากสาเหตุเลือดไหลไม่หยุด จากรอยเลือดที่พบ ทำให้เราสามารถตามไปเก็บซากหนูตายได้ง่ายขึ้น ประมาณวันที่ 3(หลังจากวางเหยื่อพิษ) หนูจะเริ่มมีเลือดไหล เดินโซซัดโซเซ เชื่องช้าไม่ว่องไวแล้ว เราสามารถจับตัวได้ง่ายๆ โอกาสที่หนูจะกลับไปตายรังเหมือนการใช้สารกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์เร็วแทบไม่มี ยิ่งถ้าเรากำหนดจุดวางเหยื่อให้ไกลจากรังที่หนูอาศัยหน่อย ก็คอยดักจับพวกมันระหว่างการเดินกลับรังของพวกมันก็ได้ง่ายดี คุณไม่ต้องกังวลใจเรื่องกลิ่นเหม็นเน่าจากหนูตายในรังอีกต่อไป อาจจะหลุดรอดสายตาไปบ้างก็ไม่มากแล้ว แต่มันก็ขึ้นอยู่กับว่าตัวคุณ ทำได้ดีแค่ไหน ประมาณวันที่ 4 เป็นต้นไป หนูจะเริ่มทะยอยตายมากขึ้น(แล้วแต่ปริมาณและความต้านทานพิษได้ของหนูเอง) คุณคงต้องเหนื่อยหน่อยล่ะ ทีนี้ขอย้อนกลับมาที่ หนูและฝูงของมันเองก็ไม่รู้ว่า พวกมันทะยอยตายไปด้วยสาเหตุอะไรกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือ พวกมันก็จะไม่เข็ดเหยื่อที่กินแม้แต่น้อย คงเรียงหน้ากันเข้ามากินอย่างไม่ต้องกังวลใจใดๆทั้งสื้น สุดท้ายก็ตายยกฝูงทั้งหมดไม่มีเหลือ เรียกว่า ตายแบบถอนรากถอนโคนทีเดียว ดังนั้น สิ่งที่เราต้องคำนึงถึงก็คือปริมาณเหยื่อพิษ ต้องเตรียมให้เพียงพอต่อการกินเหยื่อของหนู ไม่เช่นนั้นอาจทำให้หนูไม่ตายและมีความต้านทานต่อเหยื่อพิษได้  สำหรับสารเคมีกำจัดหนูประเภทออกฤทธิ์ช้า สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มด้วยกัน ดังนี้
      • สารเคมีป้องกันการแข็งตัวของเลือด(รุ่นที่ 1) เป็นสารพิษป้องกันการแข็งตัวของเลือดรุ่นแรก ที่ใช้ในการกำจัดหนู(ผสมกับเหยื่อกลายเป็นเหยื่อพิษ)โดยต้องให้หนูกินติดต่อกันหลายครั้งหรือช่วงระยะเวลาหนึ่ง ร่างกายหนูจะสะสมสารพิษจนมีปริมาณมากพอทำให้หนูตาย เพราะเกิดอาการเลือดไม่แข็งตัว และตกเลือดที่อวัยวะภายใน เราจะพบเลือดออกตามช่องเปิดต่างๆของร่างกายหนู เช่น รูหู, รูจมูกและปาก เป็นต้น  หนูจะตายภายใน 1 - 2 สัปดาห์(ในทางปฏิบัติจะเห็นผลเร็วกว่านั้น)) สารพิษในกลุ่มนี้ ได้แก่ วาร์ฟาริน(warfarin), คูมาเตทราลิล(coumatetralyl) ชื่อการค้าคือ ราคูมิน(Racumin), ไดเฟไทอะโลน(difethialone)ชื่อการค้าคือ บาราคี(Baraki),โบรไดฟาคุม(brodifacoum),  โบรมาดิโอโลน(bromadiolone) ชื่อการค้าคือ เข็ด(Ked),แรนโก(Ranco),โฟร์ทเบท(Fourthbait), โฟลคูมาเฟน(flocoumafen) ชื่อการค้า สะตัน(Stun), เป็นต้น 


      • สารเคมีป้องกันการแข็งตัวของเลือด(รุ่นที่2)  เป็นสารพิษป้องกันการแข็งตัวของเลือดรุ่นที่สองที่ใช้ในการกำจัดหนู ให้หนูกินเพียงครั้งเดียวก็สามารถออกฤทธิ์ทำให้หนูตายได้ หนูที่ได้รับสารพิษจะแสดงอาการป่วย และตายในระยะเวลาเดียวกับสารออกฤทธิ์ช้าในกลุ่มแรก เนื่องจากสารในกลุ่มนี้มีความเป็นพิษสูงมาก บริษัทผู้จำหน่าย จึงนิยมผลิตเป็นเหยื่อสำเร็จรูปเพื่อความสะดวก และปลอดภัยต่อผู้ใช้ ในรูปก้อนขี้ผึ้งหรือบรรจุแบบซอง การใช้สารพิษในกลุ่มนี้ ได้แก่ สารโฟลคูมาเฟน(สะตอม 0.005%), โบรไดฟาคูม(คลีแร็ต 0.005%์), โบรมาดิโอโลน(เส็ด 0.005%์), ไดฟิอาโลน(บารากี๊ 0.0025%์)  สำหรับสารพิษในกลุ่มนี้การนำไปใช้ อาจจะสะดวกขึ้น เพราะเป็นแบบสำเร็จรูป มีลักษณะเป็นก้อนขี้ผึ้ง หนูสามารถคาบไปกินและตายที่รังได้ ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าน่าจะเกิดกลิ่นเหม็นเพราะเก็บซากหนูตายไม่ได้ (ต่างจากแบบสารพิษรุ่นที่ 1 ที่หนูไม่สามารถคาบเอาไปกินได้ เนื่องจากเหยื่อเป็นปลายข้าว และที่สำคัญกินได้เท่าที่ท้องหิวเท่านั้น วันต่อมา ก็ออกมากินใหม่ พอพบเห็นรอยเลือด เราก็สามารถตามเก็บซากได้ทันที โอกาสเน่าเหม็นก็จะลดน้อยตามลงไปด้วย) ดังนั้น หากจะเลือกใช้สารพิษรุ่นที่ 2 นี้ ก็ควรนำไปวางในกล่องวางเหยื่อพิษหรือเรียกว่าสถานีเหยื่อนั่นเอง  ภายในจะมีแท่งโลหะเล็กๆแต่แข็งแรงสำหรับบรรจุเหยื่อพิษแบบก้อนขี้ผึ้งหลายๆก้อนเอาไว้ แล้วทำการยึดไว้ด้วยเกลียวไม่ให้หลุด เวลาหนูมุดช่องเขามากินเหยื่อในสถานีเหยื่อ ก็จะไม่สามารถคาบเอาไปกินต่อที่รังได้ ห้ามเอาไปวางทิ้งไว้โดยลำพังเป็นก้อนๆหรือเป็นซองๆ โดยไม่ทำการยึดไว้ให้ติดแน่นกับที่โดยเด็ดขาด ไม่เช่นนั้น ก็จะถูกหนูคาบเอาไปกินที่รังของมันอย่างแน่นอนและทีนี้จะเป็นยังไง คงไม่ต้องบอกอีกนะครับ สำหรับสารเคมีทั้ง 2 กลุ่มนี้ มีภาพตัวอย่างให้ดู ดังต่อไปนี้             
                               ตัวอย่าง ยาเบื่อหนู ชนิดออกฤทธิ์ช้า (รุ่นที่ 1)


ตัวอย่าง ยาเบื่อหนู ชนิดออกฤทธิ์ช้า (รุ่นที่ 2)


กระบอกใส่เหยื่อแบบที่ใช้กับเหยื่อที่เป็นปลายข้าว


                           ข้อควรปฏิบัติในการใช้เหยื่อพิษกำจัดหนูบ้าน
      • ไม่ควรใช้สารพิษประเภทออกฤทธิ์เร็วผสมกับสารพิษประเภทออกฤทธิ์ช้า แล้วผสมกับเหยื่อโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้หนูเข็ดยาทั้งสองชนิด
      • การผสมสารพิษกับเหยื่อ จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำในฉลากยาหรือขอคำปรึกษากับนักวิชาการหรือเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญโดยเฉพาะ
      • การใช้สารพิษกำจัดหนู จะต้องวางเหยื่อพิษในที่ใส่เหยื่อเสมอ เพราะถ้าวางกับพื้นดิน อาจเกิดความชื้นและเสื่อมคุณภาพได้ง่าย ทำให้หนูไม่ตาย
      • ควรสวมใส่ถุงมือทุกครั้ง ที่สัมผัสกับกับเหยื่อพิษกำจัดหนู
      • หลังจากเสร็จจากการวางเหยื่อพิษ ควรรีบถอดเสื้อผ้าที่สวมใส่ซักและอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด
      • ภาชนะใส่เหยื่อพิษหนู ควรเขียนระบุข้อความบอกว่าเป็นที่ใส่เหยื่อพิษติดให้ชัดเจนและเก็บภาชนะไว้ในที่ปลอดภัย มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
                          การปฐมพยาบาลขั้นต้นเมื่อได้รับสารพิษ
      • เมื่อมีอาการผิดปกติทางร่างกายที่เกิดจากการใช้สารพิษประเภทออกฤทธิ์เร็ว ควรเอานิ้วมือสะอาดล้วงคอให้อาเจียนหรือดื่มน้ำเกลือเข้มข้น หากอาการยังไม่ทุเลาให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
      • เมื่อมีอาการผิดปกติทางร่างกายจากสารพิษประเภทออกฤทธิ์ช้า สังเกตได้จากจะมีเลือดไหลซึมหรือไหลไม่หยุด ออกตามผิวหนัง หู ปาก ตา จมูก ควรบำบัดอาการเบื้องต้นด้วยการกินยาวิตามินเค จะทำให้เลือดแข็งตัว หากอาการยังไม่ทุเลาให้รีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
                         สิ่งที่ต้องคำนึงก่อนการวางเหยื่อพิษ 
      • เลือกเวลาในการวางเหยื่อให้เหมาะสม เช่น ควรทำในช่วงที่หนูหิวจัดไม่เข็ดเหยื่อ
      • ก่อนที่จะทำการวางเหยื่อล่อ ต้องมีการสำรวจสถานที่นั้นๆเสียก่อน
      • แหล่งอาหารทั้งหมดในบริเวณบ้าน จะต้องเก็บให้มิดชิด อย่าให้หนูเลือกกินเหยื่อได้
      • จะต้องทำการปรับปรุงสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อมในบริเวณบ้านควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นการทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยของหนูอย่างถาวร
                         สิ่งสำคัญที่คุณควรทำในการวางเหยื่อพิษ 
      • ก่อนการวางเหยื่อพิษ ควรขังสัตว์เลี้ยงไว้ในที่ปลอดภัย เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงไปกินเหยื่อพิษหรืออาจไปกินซากหนูที่ตายจากการกินเหยื่อพิษ
      • ต้องวางเหยื่อพิษในเส้นทางเดินของหนูที่ได้สำรวจไว้แล้ว โดยให้วางชิดผนังห้องหรือชิดกำแพงรั้วของอาคารที่พักอาศัย เพราะโดยปกติหนูจะชอบวิ่งชิดผนังห้องหรือกำแพงรั้วเสมอ ยกเว้นเวลาหนูตกใจเท่านั้น ระยะห่างของการวางขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของพื้นที่
      • ควรวางเหยื่อพิษใส่ในกระบอกเหยื่อพิษหรือสถานีเหยื่อพิษทุกครั้ง เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงไปกินโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ อีกทั้งยังช่วยป้องกันความชื้นเข้าไปทำให้คุณภาพเหยื่อพิษลดลง 
      • เหยื่อพิษต้องมีปริมาณเพียงพอต่อการกินเหยื่อของหนู เพราะอาจทำให้หนูไม่ตายหรืออาจทำให้หนูมีความต้านทานต่อการใช้เหยื่อพิษชนิดนี้ในอนาคตได้
      • ทุกครั้งที่เติมเหยื่อพิษให้สำรวจร่องรอยการกินเหยื่อของหนูแล้วจดบันทึกไว้ และก่อนวางเหยื่อพิษครั้งต่อไป ให้เกลี่ยด้านบนเหยื่อพิษให้เรียบเสมอกัน เพื่อจะได้ทราบว่ามีหนูมากินเหยื่ออีกหรือไม่ ทำทุกครั้งจนกว่าจะไม่พบเห็นรอยกินเหยื่ออีก แสดงว่าหนูตายหมดแล้ว
      • ควรบันทึกจุดที่วางเหยื่อพิษในผังขอบเขตพื้นที่ควบคุมหนูในบริเวณอาคารที่พักอาศัยโดยละเอียด เพื่อป้องกันความสับสนในการวางเหยื่อพิษและสะดวกในการติดตามผลสำเร็จในการวางเหยื่อพิษในครั้งต่อไป

  • การใช้สัตว์เลี้ยงกำจัดหนู
                โดยหลักการควบคุมกำจัดหนูแล้ว มีสัตว์ตามธรรมชาติหลายชนิด ที่เป็นศัตรูและจับหนูกินเป็นอาหารได้ เช่น นกเหยี่ยว นกแสก นกเค้าแมว นกกะปูด พังพอน อีเห็น ชะมด งูชนิดต่างๆ แมว สุนัข เป็นต้น แต่ถ้าเราต้องการนำมากำจัดเฉพาะหนูบ้านแล้วละก้อ ควรเป็นสัตว์เลี้ยงที่เราสามารถควบคุมได้ และนำมาอยู่ร่วมกับมนุษย์ในบริเวณบ้านเราได้อย่างปลอดภัย ซึ่งมีไม่กี่ชนิดเท่านั้น มาดูกัน
    • แมว เป็นสัตว์เลี้ยงแสนเชื่องที่น่ารัก คู่บุญมนุษย์มาหลายยุคหลายสมัยแล้ว เดินก็เบ๊าเบา ค่อนข้างรักสะอาด แต่ถ้าเห็นหนูเป็นไม่ได้ ต้องตามล่าเด็ดชีวิตกันอยู่ร่ำไป จนฝรั่งเอามาสร้างเป็นหนังการ์ตูนยอดนิยม เรื่อง ทอมกับเจอรี่ไงครับ เด็กๆจะชอบกันมาก แมวเป็นสัตว์เลี้ยงที่คนไทยสมัยก่อนนิยมเลี้ยงไว้ไล่จับหนูในบ้านเรือน แลกกับอาหารที่จะได้รับในแต่ละวัน ในปัจจุบันไม่ค่อยนิยมเลี้ยงกันสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ เนื่องจากมองว่าเป็นภาระสำหรับผู้เลี้ยง และด้วยการแพร่พันธุ์ที่รวดเร็วของแมว ทำให้ไม่สามารถเลี้ยงดูมันได้อย่างทั่วถึง จนในที่สุดแมวเลี้ยงก็เลยกลายมาเป็นแมวจรจัดไปเสียเลย เอาล่ะ ทีนี้มาดูว่าเมื่อแมวจับหนูได้ จะทำยังไง? แน่นอนหนูตายแหง๋มๆ ปกติเจ้าของแมวเขาจะไม่ให้แมวกินหนู พอได้ยินเสียงว่าแมวจับหนูได้ ก็จะรีบเอาหนูที่ตายแล้วไปกำจัดโดยเร็ว ซึ่งก็ควรทำเช่นนั้น เพราะถ้าปล่อยให้แมวกินหนูที่จับได้ มันก็จะติดเป็นนิสัย พออิ่มก็ไม่อยากที่จะจับหนูตัวใหม่แล้ว ฝึกให้มันจับหนูได้แล้วไม่กินนั่นแหละดีที่สุด เดี๋ยวมันก็คาบมาหาเราเองแหละ(อย่าลืมให้รางวัลมันด้วย หัวปลาทูสัก 1 หัวก็ดีนะ) คำเตือน  ก่อนนำซากหนูตายไปทิ้ง กรุณาฉีดสเปรย์ฆ่าหมัดและไรหนูก่อนทุกครั้ง โดยเฉพาะหากหนูตายนานแล้ว ต้องรีบเลยนะครับ เพราะหมัดหนูและไรหนูจะออกจากตัวหนูภายใน 20 นาที หลังจากนั้นพวกมันก็จะกระโดดไปเกาะดูดเลือดที่สัตว์เลี้ยงของเรา อย่างเช่น แมว สุนัข ไม่เว้นแม้แต่กับมนุษย์เรา





    • สุนัข เป็นสัตว์เลี้ยงอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งนักล่าหนูและเป็นยามเฝ้าบ้านชั้นเยี่ยมอีกหน้าที่หนึ่ง ด้วยบทบาทที่มีหลากหลายหน้าที่ และการเข้านอกออกภายในตัวอาคารบ้านเรือน ไม่สะดวกเท่ากับแมว ดังนั้นมันจึงถนัดในการกำจัดหนูที่อาศัยและหากินนอกอาคารบ้านเรือนเสียมากกว่า ซึ่งก็คือ หนูท่อหรือหนูขยะนั่นเอง สิ่งที่สุนัขแตกต่างจากแมวก็ตรงที่ เวลามันจับหนุได้แล้ว มันจะไม่กินเหยื่อ กัดให้ตายสถานเดียว แล้วก็คาบมาทิ้งให้เจ้านายมันดูเป็นขวัญตา(ฝึกแล้วให้รางวัลเหมือนกันกับแมวนะ) คำเตือน เหมือนกับหนูที่แมวจับได้ เพราะหมัดหนูหรือไรหนู มันจะกระโดดออกทันทีที่หนูตาย เพื่อหาแหล่งอาหารอันโอชะใหม่ สำหรับสุนัขที่จับหนูเก่งที่สุด เท่าที่เคยพบเห็นมาก็คือ สุนัขพันธุ์ไทยแท้ นั่นเอง





5. การป้องกันหนูเข้าสู่อาคารที่พักอาศัย (หลังการกำจัดหนูบ้าน)
  • สร้างแนวป้องกัน (Defense Line)
                หลังจากทำการควบคุมและกำจัดหนูบ้าน จนมั่นใจว่าไม่หนูบ้านหลงเหลืออยูในบริเวณอาคารบ้านเรือนของเราแล้ว เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้หนูบ้านฝูงใหม่อพยพเข้าอยู่แทนที่ จึงควรสร้างแนวป้องกันหนูขึ้นมาป้องกัน คล้ายกับการวางกำลังของทหารป้องกันประเทศ จะต่างตรงที่ไม่ใช่ทหารจริงๆ แต่เราใช้อุปกรณ์สำหรับป้องกันหนูเข้าสู่บริเวณอาคารบ้านเรือนแทน สำหรับวิธีสร้างแนวป้องกัน มีดังนี้
    • ใช้เหยื่อพิษวางในกระบอกใส่เหยื่อพิษ นำไปวางตามแนวรอบเขตรั้วของบริเวณอาคารบ้านเรือน โดยวางแต่ละจุดห่างกันประมาณ 3 เมตร จนรอบบริเวณริมรั้วทั้งหมด เหยื่อพิษที่ใช้ควรใช้แบบออกฤทธิ์ช้า จะเหมาะสมที่สุดวางติดต่อกันประมาณ 1 เดือน(ถ้าประเมินว่าหนูมีไม่มากนักอาจใช้เวลาสั้นกว่าก็ได้) พอหนูฝูงใหม่เข้ามากิน ก็จะตายนอกตัวอาคารบ้านเรือน จะค้นหาหรือเก็บซากก็ทำได้อย่างสะดวกง่ายดาย ไม่ต้องทนเหม็นอีกต่อไป
    • ใช้อุปกรณ์คลื่นเสียงไล่หนู ควรใช้หลังจากทำการควบคุมและกำจัดหนูให้หมดเสียก่อน น่าจะเหมาะมากกว่าที่จะใช้ไล่หนูเลย ทั้งๆที่ยังไม่ได้ควบคุมแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของหนูให้เรียบร้อยก่อน 
    • ใช้สมุนไพรไล่หนู  ให้ทำคล้ายๆ กับการวางกระบอกใส่เหยื่อพิษ ตามแนวรั้วของบริเวณอาคารที่พักอาศัย และเพื่อทำให้คุณภาพของสมุนไพรไม่เสื่อมคุณภาพได้ง่าย ควรนำไปใส่ในกระบอกใส่เหยื่อแทนเหยื่อพิษก็ได้ ระยะห่างและระยะเวลาในการวางก็ให้เหมือนกัน